บล็อก
ของชิ้นสำคัญของสายเบนซิน คือหัวเทียน ขาดชิ้นนี้ไปรถก็วิ่งไม่ได้แล้วทำไมเราจะไม่แคร์ของชิ้นนี้กันซะหน่อย

หัวใจสำคัญของรถเบนซิน ที่ทำให้ขั้นตอนดูด อัด ระเบิด คาย เป็นไปได้อย่างราบเลื่อนไม่ติดขัดก็คงต้องยกให้หัวเทียนถ้าสิ่งนี้บกพร่องหรือมีปัญหา เครื่องยนต์ตัวนั้นๆจะไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูนเลย เพราะฉะนั้นเราควรเอาใจใส่ เลือกใช้หัวเทียนที่จุดระเบิดส่วนผสมน้ำมันและอากาศให้เผาไหม้ได้อย่าสมบูรณเต็มเม็ดเต็มหน่วย


การใช้เครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด อยู่ที่การดูแลรักษาและรู้จักเลือกใช้อุปกรณ์ให้ตรงกับสภาพการใช้งานของเครื่องยนต์ หัวเทียน เป็นอุปกรณ์ตัวหนึ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้ ถ้าหัวเทียนไม่ดีจะทำให้เปลืองเชื้อเพลิงและกำลังของเครื่องยนต์จะตก

เราพอจะทราบว่าหัวเทียนนั้นจะมีช่องว่างซึ่งทำให้เกิดประกายไฟข้ามช่องว่างนั้น ซึ่งประกายไฟนั้นจะดีได้ต้องใช้แรงดันไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 10,000 โวลต์ จะต้องทนความร้อนได้ไม่

ต่ำกว่า 2,000 • C. และต้องทนแรงอัดสูง ไม่ต่ำกว่า 50 กก./ตร.ซม. และที่สำคัญก็คือควรจะมีอายุการใช้งานยืนยาวไม่ต่ำกว่า 15,000
กม. และแรงเคลื่อนที่กระโดดข้ามช่องว่างของหัวเทียนนั้นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ

    1. ขนาดของช่องว่างระหว่างเขี้ยวหัวเทียนกับแกนกลาง
    2. กำลังอัดของเครื่องยนต์
    3. อัตราส่วนผสมของน้ำมันกับอากาศ
    4. พื้นที่หน้าตัดของแกนกลาง

ฉนวน ทำจากวัสดุประเภทกระเบื้องที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมออกไซด์ ซึ่งสามารถทนความร้อนได้สูงแล้วยังมีคุณสมบัติในการเป็นฉนวนที่ดีมากด้วย

ขั้วกลาง จะทำจากวัสดุตัวนำไฟฟ้า เช่นทองแดง ส่วนปลายจะเคลือบสารประเภทนิเกิลเพื่อให้ทนต่อประกายไฟ นอกจากแกนกลางจะเป็นทางผ่านของกระแสไฟแล้วยังทำหน้าที่ระบายความร้อนของปลายหัวเทียนอีกด้วย

เปลือก จะทำหน้าที่เป็นตัวรองรับฉนวนหุ้มแกนกลางทำด้วยโลหะตรงปลายทำเป็นเกลียวและตรงส่วนบนทำเป็นรูปหกเหลี่ยมเพื่อที่จะใช้ประแจขัน ส่วนปลายจะมีเขี้ยวมารองรับประกายไฟซึ่งโดดมาจากปลายของขั้วแกนกลางให้ลงแท่นเครื่องครบวงจรไฟฟ้า

ปะเก็น คือวงแหวนทำจากโลหะอ่อน เช่นทองแดงหรืออลูมิเนียม จะรองอยู่ระหว่างหัวเทียนกับแท่นฝาสูบ มีไว้กันมิให้อากาศที่ถูกอัดรั่วไหล

ช่องว่าง ระหว่างฉนวนกับเปลือกโลหะ ช่องนี้จะมีความสำคัญมากคือนอกจากจะทำให้คราบเขม่าไม่มาเกาะมากแล้วยังเป็นตัวควบคุมอุณหภูมิของหัวเทียนอีกด้วย

เมื่อรู้จักส่วนประกอบต่าง ๆ ของหัวเทียนแล้ว ก็ควรพิจารณาดูว่าหัวเทียนนั้นควรทำงานโดยที่ตัวมันร้อนดีหรือไม่ดี

 

วันนี้เราจะมาพูดถึง NGK RACING

หัวเทียนตัวนี้มันต่างยังไงกับ NGK ตัวธรรมดา ?

สิ่งแรกที่แตกต่างเลยคือ NGK RACING จะผลิตที่ญี่ปุ่นอย่างเดียวไม่มีผลิตที่อื่นที่นอกเหนือกว่านั้น

วัสดุของหัวเทียนngk racing ไม่เหมือนหัวเทียน ngk ทั่วไปหรือตัวที่ผลิตในบ้านเราอย่าสิ้นเชิง เอาง่ายเลยค่ากระเบื่องด้านบนหัวเทียนก็ไม่เหมือน ถามว่ารถ hige perfromanch ทำไมต้องใช้ ngk racing ก็เพราะตัวเหนี่ยวนำตัวต้านทาน ก็ไม่เหมือนกัน อย่างค่ากระเบื้องตัว Eladime กล่องน้ำเงิน จะทดความร้อนได้น้อยกว่า ngk racing อยู่เยอะมาก ยกตัวอย่างเราเอาไปใส่รถ turbo เกิดความร้อนในห้องเผาใหม่สูง เมื่อเราใช้ตัวธรรมทนความร้อนไม่ไหวเสื่องสภาพกเกิดอาการสะดุดตามมา

หัวเทียนควรเปลี่ยนเมื่อไหร่ ?

ทุก 40,000 กิโลเมตร ควรเช็คและควรเปลี่ยนว่าง่ายๆคือสำหรับรถซิ่ง

ส่วนรถเดิมผลิตจากโรงงานไม่ได้ปรับแต่งอะไร ให้เปลี่ยนตามคู่มือเพียงเท่านั้น แต่ละค่ายไม่เหมือนกันการออกแบบเครื่องลักษณะหัวเทียนแต่ละค่ายแตกต่างกัน

เปลี่ยนหัวเทียนเพิ่มแรงม้าไหม?

0ริงๆมันอาจจะไม่ได้เพิ่มโดยตรง การจุดระเบิดที่ดีขึ้นย่อมส่งผลดีกับตัวรถ แต่การเพิ่มแรงม้าขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอากาศ น้ำมัน อัดตราส่วนผสม สิ่งเหล่านี้มีผลต่อแรงม้า แต่หัวเทียนเป็นองค์ประกอบหลักที่จะทำให้เพิ่มแรงม้าได้ คือไฟมาแรงเต็ม ทำให้การจุดระเบิดมาเต็ม

การขยับเบอร์หัวเทียน ขยับแล้วมีผลยังไง?

การขยับเบอร์หัวเทียนต้องดูว่ารถคันนั้นทำอะไรมากน้อยแค่ไหน สมมุดออกจากโรงงานผลิตให้มาเบอร์7 แล้วเราต้องการขยับไปเบอร์ 8 จริงๆก็เยอะมากพอแล้วท่าขยับไปมากกว่านั้นก็จะเกินความจำเป็น

ถ้าหัวเทียนร้อนจัดเกินไป เมื่อลูกสูบอัดเชื้อเพลิง(ส่วนผสม)ยังไม่เต็มที่ก็จะทำให้เชื้อเพลิงนั้นลุกไหม้ได้เองโดยที่ยังไม่ถึงเวลาที่ควรจะติดไฟจะทำให้เกิดอาการซึ่งเรียกว่าเครื่องยนต์น็อค มีผลทำให้เครื่องยนต์มีอายุการใช้งานสั้นและทำให้เสียกำลังของเครื่องยนต์

ถ้าหัวเทียนเย็นเกินไป จะมีผลให้คราบคาร์บอนซึ่งหลงเหลือจากการเผาไหม้ไม่หมด มาเกาะที่หัวเทียนซึ่งมีความร้อนไม่เพียงพอที่จะเผาคราบออกได้ ถ้าเกาะนานเข้าจะทำให้กระแสไฟฟ้ารั่วผ่านคราบเขม่า(คาร์บอน)ลงแท่น ทำให้ไม่เกิดประกายไฟโดดข้ามเขี้ยวหัวเทียนทำให้ไม่มีการจุดระเบิด ซึ่งเรียกกันว่าหัวเทียนบอด ทำให้เปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงและกำลังเครื่องยนต์จะตกด้วย

ดังนั้นจึงมีการผลิตหัวเทียนตามขนาดความร้อน 3 ชนิดให้เลือกใช้งาน

1. หัวเทียนร้อน เป็นหัวเทียนที่สามารถระบายความร้อนที่บริเวณปลายหัวเทียนลงยังแท่นเครื่องได้น้อย ซึ่งถ้าดูจากรูปเมื่อเปรียบเทียบกับหัวเทียนเย็นและหัวเทียนมาตรฐานแล้ว จะเห็นว่าช่องว่างมีความลึกมากความร้อนจากปลายจะระบายมาที่เปลือกช้าทำให้เกิดความร้อนสูง ซึ่งเหมาะสำหรับรถที่มีช่วงการใช้งานสั้น ๆ และรอบเครื่องยนต์ไม่สูงมาก จะทำให้ไม่ค่อยมีเขม่ามาจับทำให้หัวเทียนสะอาด

2. หัวเทียนเย็น เป็นหัวเทียนที่สามารถระบายความร้อนได้เร็วเพราะช่องว่างมีขนาดสั้น สามารถระบายความร้อนจากปลายหัวเทียนมายังเปลือกและระบายลงแท่นได้เร็ว จึงเหมาะสำหรับรถที่ใช้งานหนักและวิ่งระยะทางไกล ๆ บ่อย ๆ เพราะเมื่อวิ่งนาน ๆ จะทำให้ความร้อนสะสมมีมากพอที่จะเผาไหม้ให้คราบเขม่าไหม้ ไม่เกิดอาการหัวเทียนบอดได้

3.หัวเทียนมาตรฐาน จะเป็นหัวเทียนที่มีช่องว่างลึกไม่มากหรือน้อยเกินไป จึงเหมาะสำหรับรถที่ใช้งานทั่ว ๆ ไปคือเร็วบ้างต่ำบ้าง